How to ทำงานต่างประเทศ ยังไง? ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

26 Aug 2021 | Jobs Update

สำหรับการไปทำงานต่างประเทศนั้น คงเป็นความฝันของใครหลายๆ คนอยู่ไม่ใช่น้อยโดยเฉพาะชาวไทยอย่างเรา เพราะถ้าให้เราทำงานกระจุกตัวอยู่แต่ในกรุงเทพฯ อย่างเดียวก็คงแออัดกันพอดีอีก ทั้งยังมีในเรื่องของรายได้ที่ยังคงดึงดูดให้เรานั้นยังคงอยากที่จะไปทำงานต่างประเทศเนื่องจากการทำงานในต่างประเทศนั้นรายได้ยังคงมากกว่าทำในประเทศไทยอยู่นั่นเองครับ ดังนั้น วันนี้ผมก็จะมาแนะนำวิธีที่เราจะไปทำงานต่างประเทศได้อย่างถูกต้องแบบไม่ต้องลักลอบแต่อย่างใด ซึ่งผมได้นำข้อมูลมาจากกระทรวงแรงงานจะมีอะไรบ้างไปดูกันครับ

1. บริษัทจัดหางานดำเนินการให้

หากจะไปทำงานต่างประเทศนั้น วิธีนี้คงเป็นที่คุ้นเคยกันอยู่แล้วเพราะการมีนายหน้าหรือ Agency ที่คอยช่วยนำเดินการเรื่องต่างๆ ให้นั้นจึงทำให้เรานั้นง่ายต่อการที่จะไปทำงานต่างประเทศแต่ก็อาจจะเสียส่วนที่เป็นค่านายหน้าเพิ่มขึ้นจากปกตินั่นเอง ทีนี้เรามาดูว่าจะสังเกตเขาหรือติดต่อเขาได้จากไหนกันนะครับเพื่อให้ได้ Agency ที่มีความน่าเชื่อถือและดูไว้ใจได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่เราควรดูและสังเกตไว้เพื่อให้ไม่ตกเป็นเหยื่อของนายหน้าเถื่อน  และกลุ่มคนที่ใช้เส้นสาย

  • ต้องมีใบอนุญาตจัดหางาน
  • ต้องติดต่อเขาได้จากบริษัทจัดหางานที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางานเท่านั้น
  • ต้องเก็บค่าหัวตามกฎหมายและเราควรขอใบเสร็จด้วย
  • เรียกเก็บเงินล่วงหน้าได้ไม่เกิน 30 วันก่อนเดินทาง ถ้าไม่ส่งไปทำงานตามกำหนด ต้องคืนเงินให้ทันที
  • ต้องส่งเราไปตรวจโรคกับโรงพยาบาลที่มีรายชื่อกับกรมจัดหางาน
  • ต้องส่งเราไปทดสอบฝีมือด้วยและมีการอบรมจากเจ้าหน้าที่ของกรมการจัดหางานก่อนเดินทาง
  • และต้องพาคนหางานเดินทางออกไปทำงานต่างประเทศผ่านด่านตรวจคนหางานของกรมการจัดหางาน

2. กรมการจัดหางานดำเนินการให้เอง

ส่วนสำหรับใครที่ไม่อยากจะไปใช้บริการของนายหน้าก็อาจจะหันมาใช้บริการที่ทางภาครัฐมีให้ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายในการบริการเพิ่มเติม ยกเว้นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่างๆ เช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า ค่าภาษี ค่าที่พักสำหรับเตรียมตัวก่อนเดินทาง เป็นต้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่เราต้องจ่ายอยู่แล้วหากต้องไปทำงานต่างประเทศ เพราะบางทีถ้าใช้บริการของนายหน้าเขาก็อาจจะบวกเข้ามาใน Package อยู่แล้วทำให้เราไม่ต้องรับรู้การจัดการที่ยุ่งยาก

ตัวอย่างโครงการของกรมการจัดหางาน

  • โครงการ IM ซึ่งเป็นโครงการของทางญี่ปุ่นดำเนินการจัดส่งคนไทยไปฝึกงานในสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งอายุที่จะไปก็ต้อง 20 ปีบริบูรณ์ และโครงการนี้ยังจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป-กลับ (กรุงเทพฯ-โตเกียว-กรุงเทพฯ) ให้อีกด้วย
  • โครงการ EPS ของทางเกาหลีใต้ ซึ่งผู้ที่จะไปทำงานต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์และต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศด้วยและการจะไปทำงานในเกาหลีใต้นี้จำเป็นจะต้องมีการสอบซึ่งผู้สอบเองต้องทำคะแนนได้ 90 คะแนนขึ้นไปจาก 200 คะแนนจึงจะถือว่าผ่าน

ดังนั้น เมื่อผู้อ่านเลือกใช้วิธีนี้ในการไปทำงานต่างประเทศก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษารายละเอียดและเงื่อนไขโครงการในแต่ละประเทศด้วย


3. ไปทำงานต่างประเทศเอง

หากใครที่รู้สึกว่าอยากจะเริ่มอะไรใหม่ๆ ในชีวิตของตัวเองทั้งทีก็อยากเริ่มที่ตัวเราเองซึ่งการไปทำงานในต่างแดนนั้น เมื่อตัดสินใจที่จะไปเองแล้วก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มเองหมดตั้งแต่ติดต่อนายจ้างที่ต่างประเทศเองไปจนถึงหาที่พักและเตรียมเรื่องค่าใช้จ่ายเอง ดังนั้น เมื่อตัดสินใจจะเริ่มด้วยตัวเองก็ต้องทำเองหมดเลยครับ และบางครั้งที่เราเดินทางกลับมาพักผ่อนที่ไทยเราก็ต้องแจ้งต่อกรมการจัดหางานก่อนวันเดินทางไม่น้อยกว่า 15 วัน

ดังนั้น เรามาดูว่าเราต้องเตรียมอะไรบ้างกันดีกว่าครับ

  • เตรียมเรื่องสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องตรวจสุขภาพประจำตัวหรือตรวจหาโรคต่างๆ หรือแม้กระทั่งดูแลสุขภาพก่อนจะเดินทางไป
  • เตรียมเรื่องฝีมือ ก็คือต้องไปทดสอบฝีมือแรงงานที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเพื่อให้เป็นมาตราฐานตามที่กำหนด
  • เตรียมลงทะเบียนไปต่างประเทศ เพื่อที่เราจะได้ความคุ้มครองเพื่อลดปัญหาจากการถูกหลอกหลวงไปทำงานต่างประเทศได้

การเตรียมตัวเรื่องเอกสาร 

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • สำเนาหนังสือเดินทาง 
  • สำเนาสัญญาว่าจ้าง ซึ่งผ่านการรับรองจากสถานทูตไทย หรือผู้รับผิดชอบในการดูแลเราในประเทศนั้น
  • สำเนาเอกสาร วีซ่า

4. นายจ้างในประเทศส่งเราไปทำงาน

และนี่ก็เป็นอีกทางสำหรับการไปทำงานต่างประเทศหรือบางทีก็อาจจะกล่าวได้ว่าคือโอกาสเมื่อเราทำงานในประเทศแล้ววันหนึ่งนายจ้างอาจจะส่งเราไปทำงานของบริษัทในเครือที่อยู่ต่างประเทศหรือบางทีบริษัทก็อาจจะประมูลงานได้จึงทำให้เราได้มีโอกาสที่ดีเข้ามาในชีวิต ซึ่งขั้นตอนหรือเอกสารเป็นอย่างไรมาดูกันครับ 

มาดูที่เรื่องแรกก่อนเลย คือ เรื่องของสัญญา มี 2 แบบ ด้วยกัน

  1. สัญญาจัดหางานเพื่อให้คนทำงานไปทำงานต่างประเทศ
  2. สัญญาจ้างงาน

และก็ยังมีเรื่องของใบรับเงินค่าบริการและค่าใช้จ่าย หรือแบบ จง.37 นั่นเองและในเรื่องของใบรับเงินนี้เราเองต้องคอยตรวจสอบ วัน เดือน ปี โดยเฉพาะจำนวนเงินต้องดูใหดีว่าตรงกับที่ตกลงกันไว้และเหมาะสมรึเปล่าส่วนเรื่องเอกสารที่ต้องเตรียมก็ใช้ตามแบบที่กล่าวมาดังข้อก่อนหน้าได้เลย ซึ่งเมื่อบริษัทส่งเราไปทำงานเองแล้วส่วนใหญ่เขาก็ดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้อยู่แล้วทั้งเรื่องของเอกสารหรือแม้กระทั่งค่าใช้จ่ายเผลอๆ อาจจะได้คอร์สเรียนภาษาเพิ่มด้วย


5. นายจ้างส่งไปฝึกงานที่ต่างประเทศ

กรณีนี้ก็เช่นเดียวกันเมื่อบริษัทที่ไทยต้องส่งคนงานไปฝึกงานหรือเรียนรู้งานที่ต่างประเทศก็ต้องทำตามระเบียบต่างๆ ตามที่กล่าวมาจากข้ออื่นเช่นกัน ซึ่งความต่างก็คงเป็นเรื่องของเอกสาร มีด้วยกัน 2 กรณีนั่นก็คือ 

1. กรณีฝึกงานไม่เกิน 45 วัน นายจ้างต้องแจ้งการเดินทางต่อกรมการจัดหางาน โดยยื่นแบบแจ้งการส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศ ไม่เกิน 45 วัน ใช้แบบ จง.46

ใช้เอกสารในการยื่นดังนี้

  • แบบ จง.46
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
  • วีซ่า
  • เอกสารแสดงว่าผู้ฝึกงานเป็นลูกจ้างของบริษัทฯ 
  • สัญญาฝึกงาน
  • บัญชีรายชื่อลูกจ้างที่ให้นายจ้างส่งไปฝึกงานในต่างประเทศ ไม่เกิน 45 วัน
  • หนังสือมอบอำนาจของนายจ้างมอบหมายให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งมายื่นเรื่อง
  • หนังสือขอส่งพนักงาน/ลูกจ้างเข้ารับการปฐมนิเทศ

ซึ่งรายละเอียดในเรื่องของสำเนาเอกสารว่าจะต้องใช้กี่ชุดนั้นก็สามารถเช็คได้ตามเว็บไซต์ของกรมการจัดหางานได้ครับ

2. กรณีฝึกงานเกิน 45 วัน นายจ้างต้องขออนุญาตต่อกรมการจัดหางานโดยยื่นแบบคำขออนุญาตส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศโดยใช้แบบ จง.44 แทนนั่นเองและก็อาจจะเพิ่มเรื่องของเอกสารสำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการ ในกรณีถ้ามีนะครับ 


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับข้อมูลบางส่วนที่ผมได้รวบรวมมาซึ่งอย่างที่บอกครับว่าการจะไปทำงานในต่างบ้านต่างเมืองนั้น ก็ควรจะระวังตัวเป็นพิเศษและต้องศึกษารายละเอียดต่างๆ ด้วยตัวเองให้ถี่ถ้วนไม่ว่าจะไปในกรณีใดก็ตามแต่ และวันนี้ผมก็ต้องขอลาไปก่อนนะครับและขอให้ทุกคนโชคดีกับงานที่ใฝ่ฝันกันครับ

ติดตามบทความอื่นๆ ของ Jobbee.work 

 

Share This